Diary

วันลอยกระทง...

..ใน 3 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ฉันได้เข้ามหาลัยมา ก็ไม่เคยมีปีไหนที่ฉันได้เดินเล่นอย่างสบายใจจริงๆ สักครั้ง...

ปีแรกแม้ว่าจะสนุกมากในช่วงแรกๆ แต่หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องให้ฉันต้องร้องไห้... ร้องนานขนาดที่ว่าเงยหน้าขึ้นไปมองพระจันทร์เต็มดวง แล้วเห็นพระจันทร์แกว่งไปมาเหมือนเงาสะท้อนบนน้ำ...

ปีที่สองมีความสุขนะ มีความสุขมากกับตัวเองและคนที่อยู่ข้างๆ แม้ว่าสิ่งรอบข้างจะวุ่นวายและเต็มไปด้วยความกดดัน... มันเป็นช่วงเวลาที่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับฉันหลายเรื่องเหลือเกิน ดังนั้นช่วงเวลานั้นแม้จะอบอุ่นแต่ก็เต็มไปด้วยความกังวล..
ความสุขของฉันในปีนั้นแม้จะเกิดขึ้นจากคนข้างๆ แต่ก็ถูกทำลายด้วยคนรอบๆข้าง...

ปีที่สามเป็นปีที่ฉันควรจะมีความสุข เพราะฉันอิสระจากทุกสิ่ง แม้ว่าจะยังมีหมอกความเศร้าบางๆ ปกคลุมอยู่ในความรู้สึกฉัน แต่เพื่อนและตัวฉันเองก็ทำให้ทุกอย่างมันสนุกสนานขึ้นมาได้ เรียกได้ว่าฉันรู้สึกสงบ รอบตัวของฉันก็สงบเช่นเดียวกัน น่าเสียดายที่วันนั้นเกิดเป็นไข้ขึ้นมา ไม่สบายจนกระทั่งเดินไม่ไหว ทำให้หมดสนุกไปเลย...

ส่วนในปีนี้...แม้ว่างานจะถูกจัดขึ้นในวันหยุดอย่างวันอาทิตย์แบบนี้ รวมทั้งคนที่มาก็น้อยกว่าปีอื่นๆ สนุกน้อยลง งานเล็กลง... แต่ฉันกลับมีความสุขที่สุด... ทั้งกับตัวเอง และคนรอบข้าง บรรยากาศที่อบอุ่นทุกอย่างดูลงตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น
...คล้ายว่าฉันรู้ตัวมากขึ้นว่าตัวฉันเป็นอย่างไรและคิดอย่างไร..
ก็คงเพราะฉันโตขึ้น ผ่านเรื่องราวสิ่งต่างๆ ทั้งดีใจและเสียใจมา ทุกอย่างทำให้ฉันเข้มแข็งกว่าเดิม....

ปีนี้ฉันนำโปสการ์ดภาพถ่ายของตัวเองไปวางขายแบบแบกะดิน ผู้ที่ซื้อคนแรกคืออะไรที่ทำให้ฉันนั้นสุดแสนประทับใจ...

เขาดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน ทำทรงผมแบบ afro บุคลิกดูท่าทางแปลกๆ เพราะเขาถือไม้ที่คล้ายก้านกล้วยที่เต็มไปด้วยก้านของไม้เสียบลูกชิ้นเล็กๆ ห้อยลงมาด้วยตั๊กแตนสานจากใบไม้ เค้าแขวนกระดาษอัดพลาสติกที่เก่าแต่ยังคงเห็นตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างชัดเจน..
".......ผมเป็นใบ้...โปรดสงสารด้วยครับ......ราคาตัวละ 20 บาท...."
นี่คือสิ่งที่ฉันอ่านและจำได้คร่าวๆ เขาเป็นใบ้นั่นเอง...

เขายื่นมือมาที่รูปใบหนึ่งของฉัน ฉันจึงหยิบมันยื่นให้แก่เขา แต่เมื่อเขามองอยู่สักพักก็วางมันลงและเอานิ้วแตะที่ขมับแล้วก้มมองลงภาพอื่นๆของฉันประมาณว่า "ขอคิดก่อนนะ..." สักพักเดียวเขาก็ชี้อีกภาพ และขอซื้อมัน เขาชี้นิ้วมาที่ฉันและชี้ไปที่รูป ซึ่งหมายความว่า "เธอถ่ายเองรึเปล่า" ฉันเข้าใจในทันทีและพยักหน้ากลับไปเป็นคำตอบ หลังจากนั้นเขาก็ยิ้มแล้วยกนิ้วโป้งให้
นั่นเป็นคำชม... ฉันรู้สึกดีใจมากจึงขอบคุณเค้าด้วยการพยักหน้าและยิ้มกว้างกลับไป....


Besides.jpg
นี่คือภาพที่เขาเลือกค่ะ

ในตอนนั้นฉันรู้สึกตื้นตันใจมากจนคิดอะไรแทบไม่ออก... เขาลำบากและต้องหาเลี้ยงตัวเองด้วยตั๊กแตนราคาเพียงตัวละ 20บาท ในขณะที่ฉันและอีกหลายคน นำของมาขายแต่เงินเหล่านี้ที่ฉันได้รับ ค่าของมันนั้นน้อยเหลือเกินหากเทียบกับสิ่งที่พวกเราจำเป็นใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน...

มันสะเทือนใจ....ฉัน

ขณะนั้นเองร่างกายของฉันก็ผลักตัวเองให้ลุกขึ้นและพยายามจะเรียกเขาไว้ก่อนที่จะไป ฉันหยิบเงินและขอซื้อเขาตัวหนึ่ง มันอาจจะดูน้อยสำหรับฉัน... แต่ว่าสำหรับเขามันมีความหมายมาก และแม้ว่าเงินเล็กน้อยนี้จะมีความหมายมากก็ตาม... เขายังกล้าเสียเงินที่มีคุณค่านี้ให้กับภาพถ่ายของฉัน....

Grasshopper2.jpg


GrasshopperLoyKraTong.jpg


ฉันเผลออึ้งไปกับความคิดที่ว่า... งานของฉันมันมีคุณค่าถึงเพียงนี้เลยเหรอ

เขาขอบคุณด้วยการยิ้มกว้างและพยักหน้าเล็กน้อยให้ฉันอีกซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะเดินจากไป... และฉันก็เช่นเดียวกัน...ฉันยิ้มกว้างให้กับเขา ส่วนในใจนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น....อย่างบอกไม่ถูก


....มันอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยนะ...แต่มันทำให้ฉันรู้สึกดีมากเลยล่ะ

หลังจากนั้นฉันกับเพื่อนก็ตัดสินใจไปเดินเล่นบ้าง ผู้คนที่น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ร้านค้าก็เช่นเดียวกัน แต่ฉันกลับมีความสุข...

Loy2.jpg

...ฉันมีความสุขแม้จะเดินอยู่ในความมืดที่เงียบงัน....
มีเพียงแสงสว่างจากดอกไม้ไฟ 20 อันที่ฉันเล่นไปเรื่อยๆ...
ในสถานที่เดิมๆ ที่ฉันเคยทั้งเสียใจและดีใจ...


Loy1.jpg

FireFlower.jpg


ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม...
เว้นแต่ใจของฉันเอง...


Loy3.jpg


...
สุดท้ายแล้วมันก็คง...
...อยู่ที่ใจสินะ

....


Grasshopper.jpg

และแล้วสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกแย่...จนแสนเหนื่อยล้าก็ถูกทำให้หายไปด้วยตัวเราเอง

เมื่อเราได้ตัดสินใจที่ตัดบางสิ่งบางอย่างที่เลวร้ายออกไปจากชีวิต..

เราก็พบว่าเรามีความสุข

...

มันก็ไม่ต่างจากเนื้อร้ายที่โผล่มาในร่างกายของเรา

ถ้ามัวแต่กลัวที่จะผ่าตัดมันออกไป... เนื้อร้ายนั้นจะกลายเป็นมะเร็ง

และคร่าชีวิตเราอย่างไม่ใยดี..

...

สิ่งที่คุณเห็นว่ามันไม่ดี ทั้งความรู้สึกที่ได้รับรวมถึงเหตุผลทั้งหมด

จงตัดมันออกไป... ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น

เพราะสิ่งนั้นจะทำร้ายตัวคุณเองนะคะ

^ ^

..... นานแล้วนะ ที่ไม่ได้แหงนหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า...

เมื่อไม่นานมานี้ยังจำได้ว่าตัวเองชอบมองท้องฟ้าแค่ไหน
แม้ว่าในตอนแรกจะมองขึ้นไปเพียงเพราะ อยากให้ความรู้สึกบางอย่างมันไหลกลับลงไป...

....ราวกับว่าอยากให้บางสิ่งบางอย่างมันย้อนหวนกลับมาหา...

.........


แต่ว่าพอมองไปมองมาอยู่ทุกวัน...
จนกระทั่งค้นพบว่าท้องฟ้าในแต่ละวันนั้น งดงามเสมอและไม่เคยทำให้ผิดหวังสักครั้ง

....ไม่ว่าอย่างไร ท้องฟ้าก็จะปลอบใจฉัน...

อยู่เคียงข้างฉันเสมอ........แม้ฉันจะไม่มีสิ่งใด

....

ในตอนนี้ฉันอาจจะไม่ได้มองบ่อยเท่ากับคืนวันที่ผ่านมา

ฉันก็ยังเห็นท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา

แม้ว่าในยามที่หลับตาอยู่ก็ตาม


...